วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ขั้นตอนในการทะนุถนอมยางใบปัดน้ำฝน

เชื่อหรือไม่ครับ ว่ายางใบปัดน้ำฝนนั้นสามารถที่จะฝังรอยลึกลงบนเนื้อกระจกบาน
หน้าเป็นการถาวรได้เลยทีเดียว ส่วนสาเหตุนั้นก็มาจากการที่เราๆ ท่านๆ ปล่อย
ปละละเลยไม่ยอมเปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝนนั่นแหละ จนเนื้อยางแข็งเหมือนกระดาษ
ทราย ที่พร้อมจะดักฝุ่นครูดไปกับกระจกบานหน้าได้ตลอดเวลา ที่เราสั่งการผ่าน
สวิทช์ให้ปัดน้ำฝนทำงาน ยิ่งใครที่เผลอปัดแห้ง (น้ำไม่ฉีด/ฝนก็ไม่ตก) ด้วยล่ะก็
รอยขูดขีดที่กรีดลงไปบนเนื้อกระจกนี่สวยงามราวกับจิตรกรมาเองเลยล่ะครับ
หลายๆ คนที่ให้ความสำคัญกับยางปัดน้ำฝนเฉพาะช่วงฤดูฝน ซึ่งก็ไม่ผิดครับ (ดี
กว่าไม่ดูไม่แลเลย) เพราะยางที่ปัดน้ำฝนกับของเหลวที่ตกมาจากฟากฟ้านั้นเป็น
ของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าช่วงเวลาอื่นก็จะปล่อยเลยตาม
เลยเสียทีเดียว เพราะว่านอกจาก จะทำหน้าที่กวาดเอาน้ำฝนออกจากบานกระจก
แล้ว ยางปัดน้ำฝนก็ยังทำหน้าที่เพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ขับอีกด้วยครับ ทำให้ผู้ใช้รถ
ส่วนใหญ่ เลือกที่จะเปลี่ยนยางปัดน้ำฝน
เฉพาะช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเป็น
ช่วงเวลาที่เจ้าชิ้นส่วนดังกล่าวนี้ ทำงาน
ได้ดีอย่างคุ้มค่า กับทุกบาทที่เสียไปนั่น
เองครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมัน
หมดฤดูฝนไปแล้ว ยางปัดน้ำฝนจะหมด
ความจำเป็นไปเสียทีเดียว เพราะว่าบาง
ครั้งเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งยางปัดน้ำ
ฝนอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เปลี่ยน ก็
มาทำให้ยางปัดน้ำฝน ยังคงความนิ่มไว้
ก่อนก็ดี เผื่อต้องใช้ทัศนวิสัยจะได้ชัดเจนทุกช่วงเวลา ว่าแล้วก็ไปดูขั้นตอนการ
คืนความนุ่มนวลให้กับผิวดำๆ ของยางปัดน้ำฝนกันเลยครับ
อันดับแรกคือยกก้านปัดน้ำฝนตั้งขึ้นก่อน หรือจะถอดออกมาทั้งก้านเลยก็ได้
ครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณทำงานได้สะดวกกว่า

ตรวจสอบร่องรอยความเสียหาย ของยางปัดน้ำฝน ว่าได้มีการแตกร้าวหรือเนื้อ
แหว่งหายไปบ้างหรือไม่ เพราะว่าถ้าหนักถึงขนาดนั้น ต้องเปลี่ยนอย่างเดียวครับ
และก็ไม่ต้องรอให้ถึงฤดูฝนด้วยครับ
ใช้ผ้าสะอาดชุบ “น้ำส้มสายชู” พอหมาดๆ เช็ดที่ยางปัดน้ำฝนอย่างนุ่มนวลให้
ทั่วทั้งชิ้น


ตามด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำ เพื่อจะเช็ดคราบน้ำส้มสายชูออกจนหมด จากนั้นเช็ด
ด้วยผ้าแห้งจนยางปัดน้ำฝนนั้นปราศจากความชื้น
ใช้ผ้าสะอาดจุ่มปิโตรเลี่ยมเจล เคลือบยางปัดน้ำฝนให้ทั่วทั้งชิ้น จากนั้นปล่อย
ทิ้งไว้ให้เจลแห้ง (อย่างน้อย 10 นาที)


ที่เหลือก็แค่เอาก้านปัดน้ำฝนลง (หรือประกอบตามเดิม ในกรณีที่ถอด) เพียง
เท่านี้ ยางปัดน้ำฝนก็พร้อมที่จะขจัดคราบน้ำบนกระจกบานหน้า ได้อย่างสะอาด
เอี่ยมไปอีกพักใหญ่ๆ แล้วล่ะครับ อย่างน้อยๆ ก็ยืดอายุไปได้อีกนิดโดยไม่ต้องไป
เปลี่ยนของใหม่ล่ะน่า
ถึงจะช่วยให้ยางปัดน้ำฝนนุ่มลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ต่อไปกันจนลืม
เปลี่ยนของใหม่นะครับ จริงๆแล้วยางปัดน้ำฝนนั้นก็ไม่ได้แพงแต่อย่างใดเลย เมื่อ
เทียบกับระยะเวลาที่ต้องแปะอยู่กับผิวร้อนๆ ของกระจกบานหน้านานนับปี (บาง
คันนี่หลายปีด้วย) ไม่นับรวมถึงแรงกดที่กระทำกับเนื้อยางเกือบตลอดเวลาพร้อมๆ
กับการที่ต้องสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แค่ราคาไม่กี่ร้อยเปลี่ยน
บ่อยๆ หน่อยก็ดีนะครับ

ที่มา : http://www.e-toyotaclub.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น