วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

การขับรถเกียร์ออโต้

เทคนิคการขับรถเกียร์ออโต้

ทุกวันนี้รถยนต์โดยทั่วไปบนท้องถนน มักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และชะลอตัว หรือเบรคอยู่บ่อยครั้ง
ในการขับขี่รถยนต์เกียร์ออโต้นั้น ผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้

P
หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้ เช่น ในการจอดบนทางลาดชัน เมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้ หลังจากเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทแล้ว อย่าเพิ่งปล่อยเบรค จับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อค แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งP จากนั้นปล่อยเบรค แล้วดับเครื่องยนต์


R
หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง


N
หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ เช่น การจอดรถในสภาพการจราจรติดขัด หรือเมื่อติดไฟแดง


D4
หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป เช่น การขับรถ ในตัวเมือง รวมทั้งการขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งการทำงานของเกียร์ D4 จะเป็นไปในลักษณะ 4 สปีด คือ เกียร์ จะเปลี่ยน ขึ้นตามลำดับ จากเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3ไปเกียร์ 4 โดยออโต้ ตามสภาพการทำงานของเครื่องยนต์และความเร็วของรถ ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย

ในทางกลับกัน เมื่อลดความเร็ว เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2ไปเกียร์ 1


D3
หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น


ในตำแหน่ง D4 และ D3 หากต้องการเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่น ในเวลาที่ต้องเร่งแซงรถที่อยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ สามารถใช้การ KICK DOWNเหยียบคันเร่งจมติดพื้น เกียร์จะเปลี่ยนโดยออโต้ และทำให้รถพุ่ง ไปข้างหน้าเร็วขึ้น


D2
หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น และการขับขึ้นจากหล่มโคลนหรือทราย


D1
หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ


การเลือกใช้งานของเกียร์ออโต้แต่ละเกียร์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย หรือ ความเสียหาย ต่อระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังให้การขับขี่ที่นุ่มนวลอีกด้วย

เครดิต http://usedcar.exteen.com/20081018/entry-2

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

หลอดไฟหน้าขาด...ไม่ต้องถึงมือช่างก็ได้

ระบบส่องสว่างกับยานยนต์ ดูจะเป็นอะไรที่ขาดกันไม่ได้เลยนะครับ โดยเฉพาะยิ่ง
กับไฟหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยชั้นดีในยามค่ำคืน ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะขับเฉพาะ
ตอนกลางวัน แต่จริงๆ แล้วกลางวันบางครั้งก็ต้องใช้อยู่ดี เพียงแต่มันจะไม่ได้เปิด
ตลอดเหมือนในตอนกลางคืน เพราะจะได้ใช้เป็นครั้งคราว (สั้นๆ ด้วย) เท่านั้นเอง
ด้วยอายุการใช้งานในยามอับแสงของแต่ละคน - คันไม่เท่ากัน มันก็เลยพลอยทำ
ให้อายุการใช้งานของหลอดไฟแตกต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการคาดคะเนอายุ
ของหลอดไฟจึงเป็นอะไรที่ทำได้ยากยิ่ง
ก็อย่างที่ “นาย T” นั่นแหละครับ ว่าหลอดไฟสามารถที่จะขาดได้ทุกเมื่อ ถ้าเป็น
กลางวันก็ดีหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวอยู่ดี กว่าจะรู้ก็ตอนมีอาการหน้ามืด (เพราะหลอดไฟขาด) ตอนกลางคืนนั่นล่ะครับ ถ้าเป็นรถที่มีไฟตัดหมอกก็อาจจะ
ต้องเปิดใช้เป็นการชั่วคราว เพราะจริงๆแล้วชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้สำหรับ ทะลุ
ทะลวงกลุ่มหมอก หรือ ฝนแทนที่ไฟหน้า
ปกติ ดังนั้นยามค่ำคืนที่ไม่มีหมอก หรือ
ฝนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแต่อย่างใด แสง
มันจะไปแยงตาเพื่อนร่วมทาง ซะเปล่าๆ
ครับ จะขอฝากอีกนิดล่ะกันครับกับไฟตัด
หมอกหลัง ที่มีจุดประสงค์ไม่ต่างไปจาก
ด้านหน้าแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ได้มีไว้
เพื่อให้เรามองเห็น หากแต่มีไว้เพื่อจะให้
เพื่อนร่วมทางคันหลังเห็นรถเรา ในขณะ
ฝ่าหมอกหรือฝนตกหนักต่างหากครับ ดัง
นั้นถ้าฝนไม่ตกหรือหมอกไม่ลง ก็จะไม่มี
ความจำเป็น ที่จะต้องเปิดไฟตัดหมอก
ครับ
อันดับแรกคือต้องรู้ก่อนว่าหลอดไฟหน้าของเราเป็นแบบไหน, รุ่น (H 4, H 1, H 7
ฯลฯ) และจำนวนวัตต์ ถ้าเป็นมือใหม่ไม่เคยทำ ให้ชัวร์ก็ต้องเอาหลอดไฟเก่าไปที่
ร้านได้เลยนะครับ ส่วนยี่ห้อมันก็จะมีค่อน
ข้างหลากหลายพอสมควร ก็ให้เอาทีว่าู
ค่อนข้างคุ้นชื่อหน่อยก็ดีครับ แต่เปลี่ยน
ทั้งที ควรต้องเปลี่ยนยกคู่นะครับ เมื่อได้
หลอดไฟของใหม่มาแล้ว ก็ไปเปิดฝากระ
โปรงหน้าเลยครับ แล้วมองเข้าไปที่ด้าน
หลังของโคมไฟหน้า จุดสังเกตก็คือซีล
ยางกันฝุ่น ที่มันจะมาพร้อมกันกับสายไฟ
(ประมาณ 3 เส้น) นั่นเองครับ แต่ว่าพื้นที่
บริเวณหลังโคม อาจจะค่อนข้างคับแคบ
หน่อย (แล้วแต่รุ่น) อีกทั้งยังอาจจะมีขอบ
ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ เพราะฉะนั้นเวลาที่
ออกแรงก็จะต้องระมัดระวังด้วยนะครับ
จากนั้นก็ปลั๊กไฟของขั้วหลอดออกได้เลยครับ ส่วนการจะถอดก็คือ ให้กดตัวปลด
ล็อคที่ขั้วแล้วดึงออก ตามด้วยซีลยางกันฝุ่นที่สามารถดึงออกได้ทันที ถึงตรงนี้เรา
ก็จะเริ่มเห็นขั้วหลอดซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยคลิป (อาจเป็นโลหะหรือพลาสติคก็ได้) ก็
ให้กดคลิปดังกล่าวเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้ขาคลิปหลุดพ้นออกจากตัวโคม จากนั้น
ก็ดึงคลิปออก เพียงเท่านี้หลอดไฟก็จะเป็นอิสระ และพร้อมที่จะถูกปลดประจำการ
แล้วล่ะครับ
ถ้า เป็นหลอดไฟแบบ Halogen พยายามอย่าให้นิ้วสัมผัสกับกระเปาะแก้วเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้หลอดแก้วร้าวในขณะใช้งานได้ครับ ให้จับที่ขั้วหลอดแทนครับ
แต่หากพลาดไปโดน ก็ให้เอาผ้าสะอาด
ชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนหมดคราบมัน (จน
ใสปิ๊งนั่นแหละครับ) ส่วนการจะใส่เข้าไป
ในตัวโคม ก็จะต้องดูบ่าที่ขั้วหลอดซึ่งจะ
ต้องให้ตรงกับร่องของตัวโคม ซึ่งมันก็จะ
บังคับตำแหน่งของหลอดไปในตัว พูด
ง่ายๆ ว่าถ้าเข้าล็อคก็ไม่ต้องกลัวว่าขั้วจะ
ผิดทิศผิดทางเลยครับ จากนั้นเราก็ผนึก
หลอดด้วยคลิปอย่างเก่า ตามด้วยซีล
ยางกันฝุ่น และสุดท้ายกับปลั๊กไฟ จาก
นั้นก็ให้ลองเปิดไฟหน้าดูครับ แล้วสลับ
ไฟสูง-ต่ำดูว่าถูกต้องหรือไม่ ? ถ้าถูกต้อง
ก็เป็นว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้วล่ะครับ
อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถึงหลอดขาดก็ยังขับได้ “นาย T” พอเข้าใจครับว่าไฟ
ติดเพียงดวงเดียวมันก็ยังพอมองเห็นทาง แต่ว่ากับเพื่อนร่วมทางที่เค้าขับสวนมา
เนี่ย เค้าอาจจะคิดว่าเป็นรถจักรยานยนต์ก็ได้นะครับ แล้วเกิดไม่เผื่อช่องว่างให้ขึ้น
มาล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยล่ะครับ จริงๆ แล้วก็ไม่เฉพาะกับไฟหน้านะครับที่ต้องให้
ความสำคัญ เพราะระบบส่องสว่างทุกอย่างจะต้องทำงานได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้
เพื่อนร่วมทางได้ทราบว่าเรากำลังจะเลี้ยว, เบรคหรือว่าไปในทิศทางใดนั่นเองล่ะ
ครับ

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ขั้นตอนในการทะนุถนอมยางใบปัดน้ำฝน

เชื่อหรือไม่ครับ ว่ายางใบปัดน้ำฝนนั้นสามารถที่จะฝังรอยลึกลงบนเนื้อกระจกบาน
หน้าเป็นการถาวรได้เลยทีเดียว ส่วนสาเหตุนั้นก็มาจากการที่เราๆ ท่านๆ ปล่อย
ปละละเลยไม่ยอมเปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝนนั่นแหละ จนเนื้อยางแข็งเหมือนกระดาษ
ทราย ที่พร้อมจะดักฝุ่นครูดไปกับกระจกบานหน้าได้ตลอดเวลา ที่เราสั่งการผ่าน
สวิทช์ให้ปัดน้ำฝนทำงาน ยิ่งใครที่เผลอปัดแห้ง (น้ำไม่ฉีด/ฝนก็ไม่ตก) ด้วยล่ะก็
รอยขูดขีดที่กรีดลงไปบนเนื้อกระจกนี่สวยงามราวกับจิตรกรมาเองเลยล่ะครับ
หลายๆ คนที่ให้ความสำคัญกับยางปัดน้ำฝนเฉพาะช่วงฤดูฝน ซึ่งก็ไม่ผิดครับ (ดี
กว่าไม่ดูไม่แลเลย) เพราะยางที่ปัดน้ำฝนกับของเหลวที่ตกมาจากฟากฟ้านั้นเป็น
ของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าช่วงเวลาอื่นก็จะปล่อยเลยตาม
เลยเสียทีเดียว เพราะว่านอกจาก จะทำหน้าที่กวาดเอาน้ำฝนออกจากบานกระจก
แล้ว ยางปัดน้ำฝนก็ยังทำหน้าที่เพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ขับอีกด้วยครับ ทำให้ผู้ใช้รถ
ส่วนใหญ่ เลือกที่จะเปลี่ยนยางปัดน้ำฝน
เฉพาะช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเป็น
ช่วงเวลาที่เจ้าชิ้นส่วนดังกล่าวนี้ ทำงาน
ได้ดีอย่างคุ้มค่า กับทุกบาทที่เสียไปนั่น
เองครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมัน
หมดฤดูฝนไปแล้ว ยางปัดน้ำฝนจะหมด
ความจำเป็นไปเสียทีเดียว เพราะว่าบาง
ครั้งเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งยางปัดน้ำ
ฝนอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เปลี่ยน ก็
มาทำให้ยางปัดน้ำฝน ยังคงความนิ่มไว้
ก่อนก็ดี เผื่อต้องใช้ทัศนวิสัยจะได้ชัดเจนทุกช่วงเวลา ว่าแล้วก็ไปดูขั้นตอนการ
คืนความนุ่มนวลให้กับผิวดำๆ ของยางปัดน้ำฝนกันเลยครับ
อันดับแรกคือยกก้านปัดน้ำฝนตั้งขึ้นก่อน หรือจะถอดออกมาทั้งก้านเลยก็ได้
ครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณทำงานได้สะดวกกว่า

ตรวจสอบร่องรอยความเสียหาย ของยางปัดน้ำฝน ว่าได้มีการแตกร้าวหรือเนื้อ
แหว่งหายไปบ้างหรือไม่ เพราะว่าถ้าหนักถึงขนาดนั้น ต้องเปลี่ยนอย่างเดียวครับ
และก็ไม่ต้องรอให้ถึงฤดูฝนด้วยครับ
ใช้ผ้าสะอาดชุบ “น้ำส้มสายชู” พอหมาดๆ เช็ดที่ยางปัดน้ำฝนอย่างนุ่มนวลให้
ทั่วทั้งชิ้น


ตามด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำ เพื่อจะเช็ดคราบน้ำส้มสายชูออกจนหมด จากนั้นเช็ด
ด้วยผ้าแห้งจนยางปัดน้ำฝนนั้นปราศจากความชื้น
ใช้ผ้าสะอาดจุ่มปิโตรเลี่ยมเจล เคลือบยางปัดน้ำฝนให้ทั่วทั้งชิ้น จากนั้นปล่อย
ทิ้งไว้ให้เจลแห้ง (อย่างน้อย 10 นาที)


ที่เหลือก็แค่เอาก้านปัดน้ำฝนลง (หรือประกอบตามเดิม ในกรณีที่ถอด) เพียง
เท่านี้ ยางปัดน้ำฝนก็พร้อมที่จะขจัดคราบน้ำบนกระจกบานหน้า ได้อย่างสะอาด
เอี่ยมไปอีกพักใหญ่ๆ แล้วล่ะครับ อย่างน้อยๆ ก็ยืดอายุไปได้อีกนิดโดยไม่ต้องไป
เปลี่ยนของใหม่ล่ะน่า
ถึงจะช่วยให้ยางปัดน้ำฝนนุ่มลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ต่อไปกันจนลืม
เปลี่ยนของใหม่นะครับ จริงๆแล้วยางปัดน้ำฝนนั้นก็ไม่ได้แพงแต่อย่างใดเลย เมื่อ
เทียบกับระยะเวลาที่ต้องแปะอยู่กับผิวร้อนๆ ของกระจกบานหน้านานนับปี (บาง
คันนี่หลายปีด้วย) ไม่นับรวมถึงแรงกดที่กระทำกับเนื้อยางเกือบตลอดเวลาพร้อมๆ
กับการที่ต้องสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แค่ราคาไม่กี่ร้อยเปลี่ยน
บ่อยๆ หน่อยก็ดีนะครับ

ที่มา : http://www.e-toyotaclub.com