วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

การถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

ผมเป็นคนเรียนหนังสือน้อย ทั้งที่พ่อแม่ก็พยายามส่งเสียให้เรียน เพื่อหวังจะให้ เป็นเจ้าคนนายคน ตามยุคสมัย แต่ความเกเรสมัยวัยรุ่น เลยทำให้พ่อแม่เสียใจ ที่ลูกไม่ได้ดังที่หวังเอาไว้ เมื่อผมแก่ตัวลงถึงวันนี้ พอเห็นใครเรียนหนังสือเก่งๆ ผมมักจะดีใจ หลงใหลได้ปลื้มไปกับเขาทั่ว ทั้งที่บางทีก็ไม่รู้จักแม้แต่น้อย

สัปดาห์ก่อนผมได้รับข่าวจากหลานสาวคนหนึ่งโทรศัพท์มา บอกว่า สอบเข้าเรียนต่อปริญญาโทในสถาบันชื่อดังของเมืองไทยไ ด้แล้ว หลังจากนั้นอีกไม่ถึงสิบนาที เพื่อนของลูกชายก็ส่งอีเมลมาจากวิสคอนซิน อเมริกา บอกว่า สอบต่อเรียนปริญญาเอกได้อีกคนหนึ่ง ทำให้ผมมีความรู้สึกเหมือนกับตัวเองสอบเอนทรานซ์ติดท ีเดียว ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วง ของการสอบเข้า ด้วยความเป็นห่วงลูกๆ หลานๆ ทั้งหลายที่กำลังเลือกสายการเรียนอยู่ หากเป็นไปได้ผมอยากจะบอกว่า จงปรึกษาคนที่คิดว่าให้คำปรึกษาดีที่สุด บางครอบครัวพ่อแม่แทนที่จะเป็นที่ปรึกษาที่ดี กลับไปสร้างแรงกดดันให้ลูก แถมบังคับให้ลูกเลือกเรียนในสิ่งที่ลูกไม่ชอบ

บางโรงเรียนอาจารย์ที่ปรึกษาแทนที่จะทำหน้าที่เป็นผู ้ให้คำปรึกษาที่ดี กลับไม่สามารถให้คำปรึกษาที่ดีกับเด็กได้ เพราะไม่ได้ถูกฝึกมาให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา แต่ถูกแต่งตั้งเพียงเพราะเป็นผู้สอนหนังสือ และเป็นผู้สอนหนังสือเพียงเพราะเรียนเก่งหรือทำงานใน อาชีพดี แต่ไม่ได้ผ่านการศึกษาวิชาว่าด้วยการเป็นครูมาก่อน จึงขาดจิตวิทยาในการให้คำปรึกษาด้านการเรียนของเด็ก ผมจึงใช้คำว่าขอให้ปรึกษาคนที่คิดว่าจะให้คำปรึกษาได ้ดีที่สุดในการเรียนต่อ คุณวิชัย ส่งอีเมลมาในช่วงอากาศร้อนของเดือนมีนาคมกำลังทำหน้า ที่อย่างเข้มแข็งว่า มีรถกระบะหนึ่งคันเป็นแบบที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ และปัจจุบันเห็นมีการโฆษณากันมากเรื่องเครื่องเปลี่ย นถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ บอกว่าดีกว่าการเปลี่ยนถ่ายในศูนย์บริการทั่วไป เพราะถ่ายได้หมดจดกว่ากัน แต่ราคามันแพง จึงอยากถามถึงความจำเป็นในการถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนม ัติ และหากจำเป็นควรใช้วิธีไหน

เรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัตินั้น ผมขอเรียนให้ทราบก่อนว่า ระยะเวลาที่สมควรทำการเปลี่ยนถ่ายแต่ละครั้งก็คือ ประมาณ 25,000 ถึง 35,000 กิโลเมตรแล้วแต่สภาพการใช้งานและสภาพทางที่วิ่ง เช่นใช้งานในเมืองที่การจราจรติดขัดมากๆ เกียร์มีการเปลี่ยนไปมาบ่อยๆ และมีความร้อนในน้ำมันเกียร์มาก ก็ควรเปลี่ยนถ่ายที่ระยะทาง 25,000 กิโลเมตร หรือหากต้องวิ่งผ่านทางที่เป็นฝุ่นมากๆ หรือผ่านทางที่น้ำท่วมขัง ก็ควรเปลี่ยนถ่ายที่ระยะทางไม่เกิน 25,000 กิโลเมตร

เช่นเดียวกัน แต่หากผ่านทางที่น้ำท่วมขังเกินกว่าครึ่งล้อ ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทันทีที่ผ่านท างน้ำท่วมนั้นมาแล้ว แต่หากคุณใช้รถยนต์เกียร์อัตโนมัติในพื้นที่ซึ่งรถไม ่ติด การจราจรปลอดโปร่ง เช่นใช้ในจังหวัดที่มีอากาศเย็นอย่างลำพูนหรือแพร่ คุณก็สามารถยืดระยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนม ัติไปได้ถึง 35,000 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นหากคุณเป็นคนใช้รถยนต์น้อย ผมแนะนำว่าไม่ควรเกินสองปี ก็ควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์อัตโนมัติแล้วครับ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัตินั้น ต้องให้ช่างตามศูนย์บริการรถยนต์นั้นๆ หรือช่างในศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่มีความรู ้เรื่องเกียร์อัตโนมัติเป็นผู้ทำการให้ โดยปกติแล้วเมื่อถอดนอตที่ก้นแคร้งเพื่อทำการเปลี่ยน ถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติออกมา น้ำมันเกียร์อัตโนมัติจะไหลออกมาประมาณครึ่งหนึ่งหรื อไม่เกินสองในสามของน้ำมันเกียร์อัตโนมัติทั้งหมดในร ะบบ ดังนั้นหากเห็นว่าน้ำมันเก่าที่ไหลออกมามีความสกปรกป ะปนอยู่มาก ก็ให้นำรถไปวิ่งใช้งานสักพักหนึ่ง แล้วนำรถไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติอีกครั้ง หนึ่งในขณะที่น้ำมันเกียร์ยังอุ่นๆ อยู่ และหากรถยนต์รุ่นนั้นๆ มีกรองน้ำมันเกียร์อัตโนมัติแบบที่สามารถถอดออกมาทำค วามสะอาดได้ ก็ให้ถอดกรองออกมาล้างทำความสะอาดด้วยทุกครั้ง หรือถ้าเป็นแบบล้างไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนกรองทุกครั้ง ในคนที่มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อยู่บ้าง สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์อัตโนมัติด้วยตนเองให้ สะอาดหมดจดได้ไม่ยากนัก ด้วยวิธีการที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้คือ หาตำแหน่งที่ติดตั้งระบบระบายความร้อนน้ำมันเกียร์อั ตโนมัติหรือที่เรียกกันว่า ออยล์คูลเลอร์เกียร์อัตโนมัติ จากนั้นก็ดูว่าสายยางเส้นไหนเป็นเส้นที่ส่งน้ำมันเข้ าออยล์คูลเลอร์ เส้นไหนเป็นเส้นที่ส่งน้ำมันออกจาก ออยล์คูลเลอร์ เมื่อพบแล้วให้ถอดสายยางส่วนที่ออกจากออยล์คูลเลอร์ข องน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ แล้วติดเครื่องยนต์ขึ้นมาไม่ต้องเร่งเครื่อง คอยดูว่าน้ำมันเกียร์อัตโนมัติไหลออกมาจากสายยางดังก ล่าวจนหมดเริ่มเห็นฟองอากาศ ก็ให้ดับเครื่องยนต์แล้วสวมสายยางกลับไปอย่างเดิมให้ แน่นหนา จากนั้นก็เติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเข้าไปตามปริมาณ หากเห็นว่าน้ำมันเกียร์อัตโนมัติไม่ค่อยไหลออกมา ให้ดึงเบรกมือรถเอาไว้ให้แน่น เหยียบเบรกให้สนิท แล้วโยกคันเกียร์ไปมาระหว่างตำแหน่ง N ไป D สลับไปมาเบาๆ จนเห็นน้ำมันเกียร์ไหลออกมาหมด เมื่อเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติเข้าไปแล้วให้นำรถออก ไปวิ่งใกล้ๆอย่างนุ่มนวล แล้วกลับมาวัดระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติใหม่อีกครั้ งหนึ่ง หากเห็นว่าระดับน้ำมันเกียร์ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ก็เติมลงไปให้ถูกต้อง เท่านี้ก็เสร็จเรื่องครับ

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซิน

มาตรฐานน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซินAPI SM
มาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุดของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยน ต์เบนซิน ประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2547 พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งกำหนดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดย API SM เป็นมาตรฐานหล่อลื่นที่ใช้กับรถรุ่นใหม่ ซึ่งเพิ่มคุณสมบัติหล่อลื่นให้สูงขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้
• ประสิทธิภาพในการักษาความสะอาดชิ้นส่วนเครื่องยนต์สู งสุด
• ป้องกันการสึกหรอของชุดขันเคลื่อนวาล์ว (Valve Train) ดีขึ้น
• ลดการระเหยและการเติมพร่อง
• ยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น
• ช่วยยืดอายุกรองไอเสีย (Catalytic converter)
API SL
ประกาศใช้แล้วในปี 2001
API SJ
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1977 น้ำมันที่ได้มาตรฐานนี้ทดสอบตามข้อกำหนดของ CMA Product Approval Code of Practice, API Base Oil Interchange และ Viscosity Grade Engine Testing สามารถป้องกันการเกิดตมในอ่างน้ำมันเครื่องต้านทานกา รรวมตัวกับออกซิเจนและการสึกหรอ ป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อน ลดคราบจับลูกสูบที่เกิดขึ้นขณะอุณหภูมิสูง ลดอัตราการกินน้ำมันเครื่องและการเกิดฟอง
API SH
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รถยนต์นั่ง รถตู้ และรถบรรทุกขนาดเล็ก ปี 1994 น้ำมันที่ได้มาตรฐานนี้มีคุณสมบัติสูงกว่ามาตรฐานขั้ นต่ำของ API SH โดยทดสอบตามข้อกำหนดของ Chemical Manufacturers Association (CMA) Product Approval Code of Practice , API Base Oil Interchange และ Viscosity Grade Engine Testing สามารถป้องกันการเกิดตมในอ่างน้ำมันเครื่องต้านการรว มตัวกับออกซิเจนและการสึกหรอ ป้องกันการเกิดสนิมและการกัดกร่อน
API SG
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รถยนต์นั่ง รถตู้ และรถบรรทุกขนาดเล็ก ปี 1989 น้ำมันที่ได้มาตรฐานนี้มีคุณสมบัติเพิ่มเติมจากมาตรฐ าน SF ในด้านป้องกันการเกิดตม (Sludge) ในอ่างน้ำมันเครื่องต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจนและป ้องกันการสึกหรอ นอกจากนี้ยังป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้ดีอีกด้วย สามารถใช้กับเครื่องยนต์ที่แนะนำให้ใช้มาตรฐาน SF, SE, SF/CC หรือ SE/CC ด้วย
API SF
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รถยนต์นั่งและรถบรรทุกบางชนิด ตั้งแต่ปี 1980-1988 หรือรุ่นที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์แนะนำให้ใช้ มีสารเพิ่มคุณภาพมากกว่าเกรด SE นอกจากนี้ยังรักษาความสะอาด ป้องกันสนิมและการกัดกร่อนได้ดี

API SE
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รถยนต์นั่ง และรถบรรทุกรุ่นเล็ก ตั้งแต่ปี 1971 (บางรุ่น) และปี 1972-1979 มีสารเพิ่มคุณภาพมากกว่าเกรด SD และ SC เพื่อป้องกันการรวมตัวกับออกซิเจนต้านทานการรวมตัวขอ งเขม่าและตะกอนที่อุณหภูมิสูง ป้องกันสนิมและการกัดกร่อน สามารถใช้แทนมาตรฐานเกรด SD และ SC ได้
API SD
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน รถยนต์นั่งและรถบรรทุกเล็ก ปี 1968-1970 และรถปี 1971 บางรุ่น มีสารเพิ่มคุณภาพมากกว่าเกรด SC เพื่อต้านทานการรวมตัวของเขม่าและตะกอนที่อุณหภูมิสู งและต่ำ ป้องกันการสึกหรอ สนิมและการกัดกร่อนสามารถใช้กับเครื่องยนต์ที่แนะนำใ ห้ใช้น้ำมันหล่อลื่นเกรด SC ได้
API SC
สำหรับเครื่องยนต์เบนซินรุ่นปี 1964-1967 ของรถยนต์ และรถบรรทุก (บางรุ่น) มีสารต้านการรวมตัวของเขม่าตะกอนที่อุณหภูมิสูงและต่ ำ ป้องกันการสึกหรอ สนิมและการกัดกร่อนในเครื่องยนต์เบนซิน
API SB
สำหรับเครื่องยนต์สภาพงานเบา ประกาศใช้ปี 1930 มีสารเพิ่มคุณภาพประเภทป้องกันการสึกหรอ การรวมตัวกับออกซิเจน และกัดกร่อนแบริ่งผสมเล็กน้อย น้ำมันนี้ไม่ควรใช้กับเครื่องยนต์ในปัจจุบัน ยกเว้นบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์นั้นๆ แนะนำให้ใช้
API SA
สำหรับเครื่องยนต์รุ่นเก่าและสภาพงานเบา น้ำมันหล่อลื่นชนิดนี้ไม่มีสารเพิ่มคุณภาพใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ควรใช้กับเครื่องยนต์ในปัจจุบัน ยกเว้นบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์นั้นๆ แนะนำให้ใช้
มาตรฐาน API ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้แก่ API SJ, API SH และ API SM
ส่วนมาตรฐานที่ต่ำกว่านี้เป็นมาตรฐานที่ API ยกเลิกแล้วทั้งสิ้น แต่ยังมีขายและใช้อยู่เนื่องจากใช้กับรถเก่าหรือรถที ่มีคู่มือระบุให้ใช้ เช่น API SG และ SF เป็นต้น

ส่วนน้ำมันชั้นคุณภาพ API SA และ SB ไม่ควรใช้กับรถปัจจุบัน และกระทรวงพาณิชย์ไม่อนุญาตให้จำหน่ายในท้องตลาด

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

การขับรถเกียร์ออโต้

เทคนิคการขับรถเกียร์ออโต้

ทุกวันนี้รถยนต์โดยทั่วไปบนท้องถนน มักเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยเกียร์ออโต้ เพราะให้ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อน และชะลอตัว หรือเบรคอยู่บ่อยครั้ง
ในการขับขี่รถยนต์เกียร์ออโต้นั้น ผู้ขับขี่ควรจดจำตำแหน่ง และใช้เกียร์แต่ละเกียร์ได้ อย่างถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งเกียร์ออโต้แต่ละตำแหน่ง มีดังนี้

P
หมายถึง PARKING เป็นตำแหน่งที่ใช้สำหรับจอดรถ และไม่ต้องการให้รถเคลื่อน โดยล้อรถจะถูกล็อคไว้ ไม่สามารถเข็นได้ เช่น ในการจอดบนทางลาดชัน เมื่อต้องการจอดรถทิ้งไว้ หลังจากเหยียบเบรคจนรถหยุดสนิทแล้ว อย่าเพิ่งปล่อยเบรค จับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อค แล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งP จากนั้นปล่อยเบรค แล้วดับเครื่องยนต์


R
หมายถึง REVERSE เป็นเกียร์สำหรับการถอยหลัง เมื่อต้องการเข้าเกียร์ R จะต้องเหยียบเบรค ให้รถหยุดสนิท จากนั้นจับคันเกียร์กดปุ่มปลดล็อคแล้วโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่ง R แล้วจึงปล่อยเบรค กดคันเร่ง ให้รถเคลื่อนตัวถอยหลัง


N
หมายถึง NEUTRAL เป็นตำแหน่งเกียร์ว่างใช้เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์หรือต้องการจอดรถทิ้งไว้โดยที่ยังสามารถเข็นได้ หรือเมื่อจอดรถ อยู่กับที่ ในขณะเครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ เช่น การจอดรถในสภาพการจราจรติดขัด หรือเมื่อติดไฟแดง


D4
หมายถึง เกียร์ออโต้ 4 สปีด ใช้ในการขับรถเดินหน้าในสภาพการขับขี่ทั่วไป เช่น การขับรถ ในตัวเมือง รวมทั้งการขับรถด้วยความเร็วสูง ซึ่งการทำงานของเกียร์ D4 จะเป็นไปในลักษณะ 4 สปีด คือ เกียร์ จะเปลี่ยน ขึ้นตามลำดับ จากเกียร์ 1 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3ไปเกียร์ 4 โดยออโต้ ตามสภาพการทำงานของเครื่องยนต์และความเร็วของรถ ยิ่งผู้ขับเหยียบคันเร่งมาก เกียร์ก็จะเปลี่ยนที่ความสูงขึ้น ตามไปด้วย

ในทางกลับกัน เมื่อลดความเร็ว เกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ไปเกียร์ 3 หรือจากเกียร์ 3 ไปเกียร์ 2 หรือจากเกียร์ 2ไปเกียร์ 1


D3
หมายถึง เกียร์ออโต้ 3 สปีด ใช้สำหรับขับรถขึ้นหรือลงเนิน เพื่อป้องกันมิให้เกียร์เปลี่ยนกลับไป กลับมาบ่อยๆ ระหว่างเกียร์ 3 และเกียร์ 4นอกจากนี้ยังใช้สำหรับกรณีที่ต้องการ ให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลัง เบรคมากขึ้น


ในตำแหน่ง D4 และ D3 หากต้องการเร่งความเร็วอย่างทันทีทันใด เช่น ในเวลาที่ต้องเร่งแซงรถที่อยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ สามารถใช้การ KICK DOWNเหยียบคันเร่งจมติดพื้น เกียร์จะเปลี่ยนโดยออโต้ และทำให้รถพุ่ง ไปข้างหน้าเร็วขึ้น


D2
หมายถึง เกียร์ 2 ใช้สำหรับการขับรถลงเขาเพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเพิ่มกำลังเบรคมากขึ้น หรือการขับรถขึ้นเขา เพื่อเพิ่มกำลังขับเคลื่อน รวมทั้งการขับบนถนนลื่น และการขับขึ้นจากหล่มโคลนหรือทราย


D1
หมายถึง เกียร์ 1 ใช้สำหรับการขับรถขึ้น-ลงเขาที่สูงชันมากๆ


การเลือกใช้งานของเกียร์ออโต้แต่ละเกียร์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย หรือ ความเสียหาย ต่อระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังให้การขับขี่ที่นุ่มนวลอีกด้วย

เครดิต http://usedcar.exteen.com/20081018/entry-2

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

หลอดไฟหน้าขาด...ไม่ต้องถึงมือช่างก็ได้

ระบบส่องสว่างกับยานยนต์ ดูจะเป็นอะไรที่ขาดกันไม่ได้เลยนะครับ โดยเฉพาะยิ่ง
กับไฟหน้าที่เสมือนเป็นผู้ช่วยชั้นดีในยามค่ำคืน ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณจะขับเฉพาะ
ตอนกลางวัน แต่จริงๆ แล้วกลางวันบางครั้งก็ต้องใช้อยู่ดี เพียงแต่มันจะไม่ได้เปิด
ตลอดเหมือนในตอนกลางคืน เพราะจะได้ใช้เป็นครั้งคราว (สั้นๆ ด้วย) เท่านั้นเอง
ด้วยอายุการใช้งานในยามอับแสงของแต่ละคน - คันไม่เท่ากัน มันก็เลยพลอยทำ
ให้อายุการใช้งานของหลอดไฟแตกต่างกันไปด้วย เพราะฉะนั้นการคาดคะเนอายุ
ของหลอดไฟจึงเป็นอะไรที่ทำได้ยากยิ่ง
ก็อย่างที่ “นาย T” นั่นแหละครับ ว่าหลอดไฟสามารถที่จะขาดได้ทุกเมื่อ ถ้าเป็น
กลางวันก็ดีหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่รู้ตัวอยู่ดี กว่าจะรู้ก็ตอนมีอาการหน้ามืด (เพราะหลอดไฟขาด) ตอนกลางคืนนั่นล่ะครับ ถ้าเป็นรถที่มีไฟตัดหมอกก็อาจจะ
ต้องเปิดใช้เป็นการชั่วคราว เพราะจริงๆแล้วชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าใช้สำหรับ ทะลุ
ทะลวงกลุ่มหมอก หรือ ฝนแทนที่ไฟหน้า
ปกติ ดังนั้นยามค่ำคืนที่ไม่มีหมอก หรือ
ฝนก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแต่อย่างใด แสง
มันจะไปแยงตาเพื่อนร่วมทาง ซะเปล่าๆ
ครับ จะขอฝากอีกนิดล่ะกันครับกับไฟตัด
หมอกหลัง ที่มีจุดประสงค์ไม่ต่างไปจาก
ด้านหน้าแต่อย่างใด เพียงแต่ไม่ได้มีไว้
เพื่อให้เรามองเห็น หากแต่มีไว้เพื่อจะให้
เพื่อนร่วมทางคันหลังเห็นรถเรา ในขณะ
ฝ่าหมอกหรือฝนตกหนักต่างหากครับ ดัง
นั้นถ้าฝนไม่ตกหรือหมอกไม่ลง ก็จะไม่มี
ความจำเป็น ที่จะต้องเปิดไฟตัดหมอก
ครับ
อันดับแรกคือต้องรู้ก่อนว่าหลอดไฟหน้าของเราเป็นแบบไหน, รุ่น (H 4, H 1, H 7
ฯลฯ) และจำนวนวัตต์ ถ้าเป็นมือใหม่ไม่เคยทำ ให้ชัวร์ก็ต้องเอาหลอดไฟเก่าไปที่
ร้านได้เลยนะครับ ส่วนยี่ห้อมันก็จะมีค่อน
ข้างหลากหลายพอสมควร ก็ให้เอาทีว่าู
ค่อนข้างคุ้นชื่อหน่อยก็ดีครับ แต่เปลี่ยน
ทั้งที ควรต้องเปลี่ยนยกคู่นะครับ เมื่อได้
หลอดไฟของใหม่มาแล้ว ก็ไปเปิดฝากระ
โปรงหน้าเลยครับ แล้วมองเข้าไปที่ด้าน
หลังของโคมไฟหน้า จุดสังเกตก็คือซีล
ยางกันฝุ่น ที่มันจะมาพร้อมกันกับสายไฟ
(ประมาณ 3 เส้น) นั่นเองครับ แต่ว่าพื้นที่
บริเวณหลังโคม อาจจะค่อนข้างคับแคบ
หน่อย (แล้วแต่รุ่น) อีกทั้งยังอาจจะมีขอบ
ชิ้นส่วนที่เป็นโลหะ เพราะฉะนั้นเวลาที่
ออกแรงก็จะต้องระมัดระวังด้วยนะครับ
จากนั้นก็ปลั๊กไฟของขั้วหลอดออกได้เลยครับ ส่วนการจะถอดก็คือ ให้กดตัวปลด
ล็อคที่ขั้วแล้วดึงออก ตามด้วยซีลยางกันฝุ่นที่สามารถดึงออกได้ทันที ถึงตรงนี้เรา
ก็จะเริ่มเห็นขั้วหลอดซึ่งถูกผนึกไว้ด้วยคลิป (อาจเป็นโลหะหรือพลาสติคก็ได้) ก็
ให้กดคลิปดังกล่าวเข้าไปเล็กน้อย เพื่อให้ขาคลิปหลุดพ้นออกจากตัวโคม จากนั้น
ก็ดึงคลิปออก เพียงเท่านี้หลอดไฟก็จะเป็นอิสระ และพร้อมที่จะถูกปลดประจำการ
แล้วล่ะครับ
ถ้า เป็นหลอดไฟแบบ Halogen พยายามอย่าให้นิ้วสัมผัสกับกระเปาะแก้วเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้หลอดแก้วร้าวในขณะใช้งานได้ครับ ให้จับที่ขั้วหลอดแทนครับ
แต่หากพลาดไปโดน ก็ให้เอาผ้าสะอาด
ชุบแอลกอฮอล์เช็ดจนหมดคราบมัน (จน
ใสปิ๊งนั่นแหละครับ) ส่วนการจะใส่เข้าไป
ในตัวโคม ก็จะต้องดูบ่าที่ขั้วหลอดซึ่งจะ
ต้องให้ตรงกับร่องของตัวโคม ซึ่งมันก็จะ
บังคับตำแหน่งของหลอดไปในตัว พูด
ง่ายๆ ว่าถ้าเข้าล็อคก็ไม่ต้องกลัวว่าขั้วจะ
ผิดทิศผิดทางเลยครับ จากนั้นเราก็ผนึก
หลอดด้วยคลิปอย่างเก่า ตามด้วยซีล
ยางกันฝุ่น และสุดท้ายกับปลั๊กไฟ จาก
นั้นก็ให้ลองเปิดไฟหน้าดูครับ แล้วสลับ
ไฟสูง-ต่ำดูว่าถูกต้องหรือไม่ ? ถ้าถูกต้อง
ก็เป็นว่าเสร็จสิ้นภารกิจแล้วล่ะครับ
อย่าไปคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถึงหลอดขาดก็ยังขับได้ “นาย T” พอเข้าใจครับว่าไฟ
ติดเพียงดวงเดียวมันก็ยังพอมองเห็นทาง แต่ว่ากับเพื่อนร่วมทางที่เค้าขับสวนมา
เนี่ย เค้าอาจจะคิดว่าเป็นรถจักรยานยนต์ก็ได้นะครับ แล้วเกิดไม่เผื่อช่องว่างให้ขึ้น
มาล่ะก็ ไม่อยากจะคิดเลยล่ะครับ จริงๆ แล้วก็ไม่เฉพาะกับไฟหน้านะครับที่ต้องให้
ความสำคัญ เพราะระบบส่องสว่างทุกอย่างจะต้องทำงานได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้
เพื่อนร่วมทางได้ทราบว่าเรากำลังจะเลี้ยว, เบรคหรือว่าไปในทิศทางใดนั่นเองล่ะ
ครับ

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

ขั้นตอนในการทะนุถนอมยางใบปัดน้ำฝน

เชื่อหรือไม่ครับ ว่ายางใบปัดน้ำฝนนั้นสามารถที่จะฝังรอยลึกลงบนเนื้อกระจกบาน
หน้าเป็นการถาวรได้เลยทีเดียว ส่วนสาเหตุนั้นก็มาจากการที่เราๆ ท่านๆ ปล่อย
ปละละเลยไม่ยอมเปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝนนั่นแหละ จนเนื้อยางแข็งเหมือนกระดาษ
ทราย ที่พร้อมจะดักฝุ่นครูดไปกับกระจกบานหน้าได้ตลอดเวลา ที่เราสั่งการผ่าน
สวิทช์ให้ปัดน้ำฝนทำงาน ยิ่งใครที่เผลอปัดแห้ง (น้ำไม่ฉีด/ฝนก็ไม่ตก) ด้วยล่ะก็
รอยขูดขีดที่กรีดลงไปบนเนื้อกระจกนี่สวยงามราวกับจิตรกรมาเองเลยล่ะครับ
หลายๆ คนที่ให้ความสำคัญกับยางปัดน้ำฝนเฉพาะช่วงฤดูฝน ซึ่งก็ไม่ผิดครับ (ดี
กว่าไม่ดูไม่แลเลย) เพราะยางที่ปัดน้ำฝนกับของเหลวที่ตกมาจากฟากฟ้านั้นเป็น
ของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าช่วงเวลาอื่นก็จะปล่อยเลยตาม
เลยเสียทีเดียว เพราะว่านอกจาก จะทำหน้าที่กวาดเอาน้ำฝนออกจากบานกระจก
แล้ว ยางปัดน้ำฝนก็ยังทำหน้าที่เพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ขับอีกด้วยครับ ทำให้ผู้ใช้รถ
ส่วนใหญ่ เลือกที่จะเปลี่ยนยางปัดน้ำฝน
เฉพาะช่วงฤดูฝน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเป็น
ช่วงเวลาที่เจ้าชิ้นส่วนดังกล่าวนี้ ทำงาน
ได้ดีอย่างคุ้มค่า กับทุกบาทที่เสียไปนั่น
เองครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมัน
หมดฤดูฝนไปแล้ว ยางปัดน้ำฝนจะหมด
ความจำเป็นไปเสียทีเดียว เพราะว่าบาง
ครั้งเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งยางปัดน้ำ
ฝนอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้ายังไม่เปลี่ยน ก็
มาทำให้ยางปัดน้ำฝน ยังคงความนิ่มไว้
ก่อนก็ดี เผื่อต้องใช้ทัศนวิสัยจะได้ชัดเจนทุกช่วงเวลา ว่าแล้วก็ไปดูขั้นตอนการ
คืนความนุ่มนวลให้กับผิวดำๆ ของยางปัดน้ำฝนกันเลยครับ
อันดับแรกคือยกก้านปัดน้ำฝนตั้งขึ้นก่อน หรือจะถอดออกมาทั้งก้านเลยก็ได้
ครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณทำงานได้สะดวกกว่า

ตรวจสอบร่องรอยความเสียหาย ของยางปัดน้ำฝน ว่าได้มีการแตกร้าวหรือเนื้อ
แหว่งหายไปบ้างหรือไม่ เพราะว่าถ้าหนักถึงขนาดนั้น ต้องเปลี่ยนอย่างเดียวครับ
และก็ไม่ต้องรอให้ถึงฤดูฝนด้วยครับ
ใช้ผ้าสะอาดชุบ “น้ำส้มสายชู” พอหมาดๆ เช็ดที่ยางปัดน้ำฝนอย่างนุ่มนวลให้
ทั่วทั้งชิ้น


ตามด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำ เพื่อจะเช็ดคราบน้ำส้มสายชูออกจนหมด จากนั้นเช็ด
ด้วยผ้าแห้งจนยางปัดน้ำฝนนั้นปราศจากความชื้น
ใช้ผ้าสะอาดจุ่มปิโตรเลี่ยมเจล เคลือบยางปัดน้ำฝนให้ทั่วทั้งชิ้น จากนั้นปล่อย
ทิ้งไว้ให้เจลแห้ง (อย่างน้อย 10 นาที)


ที่เหลือก็แค่เอาก้านปัดน้ำฝนลง (หรือประกอบตามเดิม ในกรณีที่ถอด) เพียง
เท่านี้ ยางปัดน้ำฝนก็พร้อมที่จะขจัดคราบน้ำบนกระจกบานหน้า ได้อย่างสะอาด
เอี่ยมไปอีกพักใหญ่ๆ แล้วล่ะครับ อย่างน้อยๆ ก็ยืดอายุไปได้อีกนิดโดยไม่ต้องไป
เปลี่ยนของใหม่ล่ะน่า
ถึงจะช่วยให้ยางปัดน้ำฝนนุ่มลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ต่อไปกันจนลืม
เปลี่ยนของใหม่นะครับ จริงๆแล้วยางปัดน้ำฝนนั้นก็ไม่ได้แพงแต่อย่างใดเลย เมื่อ
เทียบกับระยะเวลาที่ต้องแปะอยู่กับผิวร้อนๆ ของกระจกบานหน้านานนับปี (บาง
คันนี่หลายปีด้วย) ไม่นับรวมถึงแรงกดที่กระทำกับเนื้อยางเกือบตลอดเวลาพร้อมๆ
กับการที่ต้องสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แค่ราคาไม่กี่ร้อยเปลี่ยน
บ่อยๆ หน่อยก็ดีนะครับ

ที่มา : http://www.e-toyotaclub.com